วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รู้รักษ์ประเพณี ภาคใต้



ชื่อ  ประเพณีการให้ทานไฟ


ช่วงเวลา การให้ทานไฟ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติในช่วงเดือนยี่ เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นที่สุด โดยชาวบ้านจะนัดหมายไปพร้อมกันในเวลาย่ำรุ่ง หรือตอนเช้ามืดของวันไหนก็ได้

ความสำคัญ
การให้ทานไฟ เป็นการทำบุญเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์เกิดความอบอุ่นในตอนเช้ามืดของคืนที่มีอากาศหนาวเย็น โดยใช้ลานวัดเป็นที่ก่อกองไฟแล้วทำขนมถวายพระ
ประวัติความเป็นมาของประเพณีให้ทานไฟ กล่าวถึงในขุนทกนิกายชาดก เรื่อง ความตระหนี่ถี่เหนียวของโกลิยะเศรษฐี ที่อยากกินขนมเบื้อง แต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อและไม่อยากให้ลูกเมียได้กินด้วย ภรรยาจึงทำขนมเบื้องที่บ้านชั้นเจ็ดให้เศรษฐีได้รับประทานโดยไม่ให้ผู้ใดเห็น ขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรุงขนมเบื้อง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบด้วยญาณ จึงโปรดให้พระโมคคัลลานะไปแก้นิสัยของโกลิยะเศรษฐี พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกชั้นเจ็ดของคฤหาสน์เศรษฐี เศรษฐีเข้าใจว่าจะมาขอขนม จึงแสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล่ แต่พระโมคคัคลานะพยายามทรมานเศรษฐีอยู่นานจนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมคคัลลานะได้แสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส ได้นิมนต์มารับถวายอาหารที่บ้านตน พระโมคคัลลานะแจ้งให้นำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ๕๐๐ รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะเศรษฐีและภรรบาได้นำเข้าของเครื่องปรุงไปทำขนมเบื้องถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก แต่ปรุงเท่าไหร่แป้งที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด พระพุทธเจ้าจึงโปรดเทศนาสั่งสอน ทั้งสองคนเกิดความปีติอิ่มเอิบในการบริจาคทาน เห็นแจ้งบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน

พิธีกรรม
๑. การก่อกองไฟ ชาวบ้านจะเตรียมไม้ฟืน ถ่าน หรือเตาไฟ สำหรับก่อให้เกิดความร้อนและความอบอุ่นแก่พระสงฆ์ บางแห่งนิยมใช้ไม้ฟืนหลายอันมาซ้อนกันเป็นเพิงก่อไฟ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง
๒. การทำขนมถวายพระ ขนมที่เตรียมไปปรุงที่วัดในการให้ทานไฟเป็นขนมอะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมขนมที่สามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ขนมส่วนมากจะปรุงโดยใช้ไฟแรงและเป็นขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกข้าวเหนียว ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมโค ขนมพิมพ์ ขนมจาก ชนมจู่จุน ข้าวเหนียวกวนทอด ในปัจจุบันมีขนมและอาหารเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น น้ำชา กาแฟ หมี่ผัด ข้าวต้ม ข้าวเหนียวหลาม ขนมปังปิ้ง ชาวบ้านจะปรุงขนมตามที่เตรียมเครื่องปรุงมา แล้วนำขนมที่ปรุงขึ้นมาร้อน ๆ ไปถวายพระสงฆ์ ขณะที่ทำขนมกันไป พระสงฆ์ก็ฉันไปพร้อม ๆ กัน จะหยุดปรุงขนมก็ต่อเมื่อเครื่องปรุงที่เตรียมมาหมด เมื่อพระสงฆ์ฉันอิ่มแล้ว ชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานกันอย่างสนุกสนาน หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว ก็สวดให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มาทำบุญเป็นอันเสร็จพิธี

สาระ
ประเพณีให้ทานไฟมีสาระสำคัญที่มีคุณค่าแก่ตนเองและสังคม ดังนี้
๑. เป็นโอกาสหนึ่งที่ได้นัดหมายพร้อมกันในตอนเช้ามืด เพื่อร่วมทำบุญเลี้ยงพระ รวมทั้งร่วมรับประทานอาหารกัน เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะได้ดียิ่ง
๒. ทำให้มีสุขภาพพลานามัยดี แข็งแรง เพราะการตื่นนอนตอนเช้าตรู่ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทำให้มีความสดชื่นเบิกบาน
๓. การได้ปฏิบัติตามประเพณี ย่อมทำให้เกิดความสุขใจ เบิกบานใจในผลบุญที่ตนได้กระทำ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานของตนด้วย




สัญญลักษณ์ในการถักนิตติ้ง(แบบ ตารางค่ะ)

           สัญญลักษณ์ในการถักนิตติ้ง มีทั้งแบบที่เป็นตารางและที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษค่ะ โดยส่วนตัว....อุ๋ย  ชอบที่เป็นตารางมากกว่า รู้สึกว่ามันเข้าใจง่ายค่ะ(คิดเอง)

สัญญลักษณ์แรก  นี่เลย  ขีดตั้งๆ แบบนี้  คือ นิตค่ะ


เหมือน ซื้อ 1 แถมหนึ่งค่ะ  ถ้าเราถักนิต  ด้านหลังเราจะได้ เพิร์ลแถมมาด้วย
สัญญลักษณ์   ขีด นอนแบบนี้  คือเพิร์ล ค่ะ


 ลายนิต  เกิดจากลายพื้นฐานด้านบนทั้งนั้นแหละค่ะ


สัญญลักษณ์นี้  เป็นการเพิ่มห่วง  จากด้านซ้ายของห่วงที่ต้องการเพิ่มค่ะ

จะเห็นว่า ภาพของสัญญลักษณ์ ค่อนข้างสอดคล้องกับวิธีการนะคะ




เมื่อเพิ่มด้านซ้ายได้  ก็ต้องเพิ่มด้านขวาได้


สัญญลักษณ์นี้ค่ะ


 นี่ก็เป็นการเพิ่มอีกวิธีนึง  

แต่ละวิธีก็จะได้งานที่ต่างกันค่ะ





 นี่ก้อเป็นวิธีเพิ่มห่วงอีกอย่าง
วิธีนี้  เรียกว่า YO   สัญลักษณ์เป็นวงกลม    ทำให้เกิดรูในชิ้นงานค่ะ



 พอเพิ่มแล้ว  ก็มีการลดห่วงค่ะ


อันนี้ยอดนิยม  k2tog ( k 2 together ) คือการถัก นิต 2 ห่วงพร้อมกันค่ะ

จะเห็นว่าผลที่ได้คือ  เรารวบ  2 ห่วงรวมเป็นห่วงเดียว  โดยห่วงด้านซ้ายจะอยู่บนห่วงด้านขวาค่ะ



 แบบนี้ก้อจะคล้ายกะข้างบน

แต่สลับเป็นว่า เมื่อรวบแล้ว ห่วงขวาอยู่บนค่ะ


ไม่แน่ใจนะ ว่า สัญญลักษณ์ ภาษาตัวหนังสือเป็นไง  จำได้เลาๆ ว่า  slp k1 psso  แปลว่า เลื่อนห่วงจากไม้ซ้ายมาที่ไม้ขวา  ถัก k ห่วงถัดไป แล้ว ยกห่วงที่พักไว้ ข้ามห่วงที่ถัก k  ( อ่านแล้วงงมั๊ยคะ





 สัญญลักษณ์แบบนี้จะเจอบ้างค่ะ   แต่บางทีเค้าก็ใช้ สัญญลักษณ์ นิต หรือ เพิร์ล แบบปกติ


เนื่องจากว่าในแถวมีการรวบห่วง ห่วงข้างเคียงเลยมีการเอนเหมือนในรูปหน่ะค่ะ

จะเจอเวลาพวกงานที่ต้องถักให้แคบลง  อย่างเวลาลดห่วงของหมวก หน่ะค่ะ





 นี่ก็เหมือนกะ ตะกี๊ค่ะ


เพราะเป็นการถักนิต โดยแทงไม้ซ้ายเข้าไปตรงกลาง  คนละด้านกับการทำ k ปกติ ( หรือจะเรียกว่าแทงเส้นหลังห่วงก็ได้ค่ะ ) จะได้ลายแบบในรูปค่ะ  คือเหมือนนิต  แต่เส้นด้านหน้าจะไขว้กัน


 เมื่อรวบ 2 ห่วงได้  ทำไมจะรวบ 3 ไม่ได้


k 3 tog ( k 3 together )



 วิธีข้างบน  ห่วงซ้ายสุดจะอยู่บนนะคะ

แต่แบบนี้ ห่วงกลางจะอยู่หลังสุด ถัดมาจะเป็นห่วงซ้าย แล้ว ห่วงขวาสุดจะอยู่บน

วิธีการ  จะเลื่อนห่วงจากไม้ซ้ายไปไม้ขวา 1 ห่วงก่อน  ทำ k 2 together (รวบ 2 ห่วงพร้อมกันด้วยนิต) แล้วก็ยกห่วงที่เลื่อนไว้ข้าม ห่วงที่ทำ k 2 tog





แล้วถ้าจะรวบห่วงแล้วเราต้องการให้ห่วงขวาสุดอยู่บนหล่ะ

ภาพนี้  รวบซะเยอะเลยค่ะ   นับขีดด้านล่างดูนะคะ ว่าจากกี่ห่วงที่จะรวบ

จากภาพเราจะรวบ 5 ห่วงให้เหลือห่วงเดียว  เราก็เลื่อนห่วงจากไม้ซ้าย 4 ห่วงมาไว้ไม้ขวาก่อน ถักนิต ห่วงที่ 5 แล้วก็ยกห่วงที่เลื่อนพักไว้ข้ามมาที่ละห่วงจนหมดทั้ง  4 ห่วงค่ะ

อย่างนี้ ถ้าจะรวบกี่ห่วงก็พอใจเข้าใจแล้วใช่มั๊ยคะ



สัญญลักษณ์นี้  เป็นการไขว้สลับของห่วงนิต  2 ห่วง  โดยห่วงด้านซ้ายอยู่บนห่วงด้านขวา


ดูจากภาพอาจจะงงๆ  แต่หลักง่ายๆ คือเราต้องถักนิต ห่วงซ้ายก่อน แล้วค่อยมาถักห่วงขวาค่ะ


สัญญลักษณ์นี้  เป็นการไขว้สลับของห่วงนิต  2 ห่วง  โดยห่วงด้านขวาอยู่บนห่วงด้านซ้าย   สังเกตุดูรุปสัญญลักษณ์นะคะ ว่าเส้นที่พาดทับกัน จะมีเส้นที่ต้องการให้เรารู้ว่าอยู่บน  กะเส้นที่ให้เรารู้ว่าอยู่ล่าง



เมื่อไขว้ 2 ห่วง  ได้  ไขว้ห่วงมากขึ้นก็ทำได้เช่นกัน  นี่เป็นหลักของการทำลายเกลียวนี่เองค่ะ

เกลียวที่เห็น ห่วงด้านขวา จะทับห่วงด้านซ้าย  วิธีการทำก็ให้เราพักห่วง 2 ห่วงไว้ในไม้พัก( ไม้เซ็ต , เข็มโครเชต์ , ตะเกียบ )   โดยพักไว้ที่หน้างาน  แล้วถัก  นิต 2 ห่วงที่ไม้ซ้าย เสร็จแล้ว ค่อยกลับมาถักนิต ห่วงที่พักใส่ไม้ไว้ค่ะ  

จริงๆ  มันก็แค่สลับการถักก่อนหลังแค่นั้นเอง  ไม่ได้มีอะไรยากเลยนะคะ  ใครถักนิตเป็นแล้ว  ลองขึ้นชิ้นงานเล็ก ๆ  แล้วลองถักดูจะรู้ว่าไม่ยาก  เพียงแต่ว่าแรกๆ จะรู้สึกไม่ถนัด  ก็เหมือนตอนหัดถักใหม่ๆ แหละค่ะ  ซักพักจะคล่องเอง





 อีกสัญญลักษณ์  ที่มาคู่กัน  ตะกี๋ขวาทับซ้าย  

อันนี้ซ้ายทับขวา   วิธีการคล้ายๆ กันค่ะ  แต่แค่เวลาพักห่วง ให้พักไปไว้ด้านหลังงาน  แล้วถัก 2 ห่วงที่ไม้ซ้ายเสร็จแล้วค่อยกลับมาถักห่วงที่พักใส่ไม้ไว้ค่ะ

ดูสัญญลักษณ์นะคะ  ค่อนข้างสื่อสารกะเรานะ  ว่าห่วงไหนอยู่บน(หน้า)





สัญญลักษณ์นี้จะเป็นการไขว้กันของนิตกะเพิรล์ค่ะ   ทำแบบนี้ ลายนิตจะโดดเด่นนูนขึ้นมาค่ะ

จากภาพ  นิตจากด้านขวา ย้ายมาอยู่ซ้าย




คู่กันค่ะ  จากห่วงนิตอยู่ด้านซ้าย  ย้ายมาอยู่ด้านขวา



 สัญญลักษณ์นี้  ห่วงที่เกี่ยวข้องมี 3 ห่วง  แต่เป็นการไขว้ของห่วงที่อยู่ริมค่ะ  โดยห่วงตรงกลางก็จะยังคงอยู่ตรงกลาง เหมือนเดิม




สัญญลักษณ์นี้ก็คล้ายๆ ข้างบน เพียงแต่ห่วงกลางเป็นเพิร์ลค่ะ



 สัญญลักษณ์นี้ก็เป็นการไขว้อีกแบบ  เพียงแต่ต้องสอดเข้าไปกลางห่วงของอีกห่วง  ...



อีกด้านนึง  คล้ายกะข้างบน



โพสท์ไปโพสท์มา  เยอะเหมือนกันนะเนี่ย.. แต่ยังไม่หมดค่ะ  เอาไว้คราวหน้าจะเอาผลงานมาอวด............                   


วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อุปกรณ์ในการถักนิตติ้ง

1. ไหมพรมและด้ายถัก 



         ไหมพรมและด้ายถักในงานนิตติ้ง มีมากมายหลายชนิด หลายขนาด แบ่งตามน้ำหนักและความหนาของเส้นไหม นับตั้งแต่ไหมพรมเส้นใหญ่ จนถึงไหมพรมเส้นเล็กมาก ความหนาของเส้นไหมที่แตกต่างกันจะเหมาะกับงานถักที่แตกต่างกัน



2. ไม้นิต

      ไม้นิตมีหลายชนิดทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน เช่นไม้นิตไม้ไผ่, ไม้
นิตอลูมิเนียมเคลือบสารเทฟลอน และไม้นิตพลาสติก เป็นต้น ไม้นิตที่นิยมใช้ในเมืองไทยผลิตจากอเมริกา อังกฤษ (ไม้นิตหัวแดง) และไม้ นิตญี่ปุ่น เบอร์ ขนาดของไม้นิตในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เราจะวัดขนาดของไม้นิตที่เส้นผ่าศูนย์กลางของไม้นิตและวัดเป็นขนาดมิลลิเมตร ไม้นิตมีหลายแบบ หลายขนาด ดังนี้
- ไม้นิตตรง    ใช้ถักนิตติ้งแบบกลับไปกลับมา
- ไม้เซตและไม้นิตวงกลม    ใช้ถักนิตติ้งแบบเป็นวงกลม
- ไม้นิตถักลายเกลียว   ใช้ถักนิตติ้งที่มีลายเป็นลายเกลียว



3. วัสดุอุปกรณ์ช่วยอื่น ๆ 


      มีเพียงไหมพรมและไม้นิต เราก็สามารถถักนิตติ้งได้แล้ว แต่จะให้งานถักนิตติ้งสะดวกรวดเร็ว และสมบูรณ์สวยงามตามต้องการ เราคงต้องพึ่งวัสดุอุปกรณ์ช่วยอื่น ๆ เช่น


- เข็มโครเชต์ เป็นอุปกรณ์ช่วยที่สำคัญชนิดหนึ่ง ที่ทำให้งาน
นิตติ้งง่ายขึ้น เมื่อเกิดปัญหาห่วงหลุด เราก็สามารถใช้เข็มโครเชต์ควักห่วงที่หลุดขึ้นมาได้ หรือจะใช้ในการเย็บประกอบงานถักแทนเข็มเย็บไหมพรมได้ในบางกรณี และใช้ถักลายเพื่อตกแต่งงานนิตติ้งให้สวยงามขึ้น ควรหาซื้อเข็มโครเชต์ไว้หลาย ๆ ขนาด ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และไม่ทำให้งานถักหยุดชะงัก
- อุปกรณ์วัดงานนิตติ้ง    สำหรับใช้วัดขนาดถัก วัดขนาดทั่วไป และวัดขนาดไม้นิต
- กระสวยพันไหม   ใช้ในงานถักสลับสี กระสวยพันไหมที่จำหน่ายในท้องตลาด มีอยู่ 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง และใหญ่ เมื่อจะใช้ถักสลับสี ก็ให้ตัดไหมยาวประมาณ 2 เมตร แล้วพันไหมแต่ละสีไว้ในกระสวย แล้วจึงถักไหมจากกระสวยนั้น ๆ
- อุปกรณ์ทำตำแหน่งหรือคั่นลาย   ประกอบด้วย จำนวนห่วงและจำนวนแถวมากมาย รวมทั้งอาจมีลายถักประกอบด้วย เพื่อป้องกันการสับสนและกันลืม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะมีอุปกรณ์ทำตำแหน่งหรือคั่นลายไว้ในกล่องอุปกรณ์เสมอ
- เข็มพักห่วง    บางครั้งในงานถักนิตติ้ง จะมีการพักห่วงถักไว้ก่อนชั่วคราว เพื่อรอถักต่อไป เช่น ห่วงกลางคอหน้าและกลางคอหลัง หรือห่วงที่ไหล่เสื้อ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีเข็มพักห่วงขนาดต่าง ๆ หรือจะใช้เข็มกลัด หรือ ไหมร้อยห่วงไว้แทนก็ได้
- เข็มหมุดและเข็มเย็บ    สำหรับเข็มหมุดนิตติ้งนั้นจะมีรูปตัว T หรือเป็นเข็มหมุดที่มีหัวใหญ่กว่าเข็มโดยทั่วไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ เข็มหมุดจมหายไปในงานถัก ส่วนเข็มเย็บจะมีปลายเข็มมน รูเข็มยาวและใหญ่ ควรมีไว้หลาย ๆ ขนาด


Cradit : http://www.knittinghouse.com

อาหารหลัก 5 หมู่........คุณหนูๆรู้ดีแค่ไหน


         เหตุผลที่กำหนดอาหารหลัก 5 หมู่ ขึ้นก็เพื่อที่จะให้ คุณหนูหรือคนไทยทุกคน กินอาหารให้ได้สารอาหาร ครบ 5 ชนิด โดยนำเอาอาหารที่มีสารอาหารเหมือนกันมาไว้ในหมู่เดียวกัน แต่ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารให้ครบทั้ง 5 ชนิดในแต่ละวัน ดังนั้น เราจึงต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดในชนิดหนึ่งที่จะให้สารอาหารครบทั้ง 5 ชนิด
  1.โปรตีน มากในพวกเนื้อสัตว์ต่างๆพืชที่มีโปรตีนมากได้แก่ ถั่วเหลือง โปรตีน ทำหน้าที่เสริมสร้าง
อาหารหลักทั้ง 5 หมู่  ได้แก่
            
ความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมาก เด็กที่ขาดโปรตีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่และมีร่างกายแคระแกร็นเนื่องจากเนื้อสัตว์มีราคาแพง ผู้มีรายได้น้อยจึงอาจบริโภคถั่วเหลืองแทนได้ เพราะมีโปรตีนมากเช่นกัน แต่โปรตีนที่ได้จากถั่วเหลืองมีคุณภาพด้อยกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์
          โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หรือหน่วยย่อยของเอนไซม์ ส่วนโปรตีนอื่นทำหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง เช่น โครงสร้างภายในเซลล์ (cytoskeleton) กลไกทางกายภาพ และบางชนิดยังมีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันคอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นขนส่งสารภายในระบบร่างกาย และเป็นแหล่งสำรองพลังงานยามขาดแคลนอีกด้วย โปรตีนในอาหารนั้นเป็นแหล่งของกรดอะมิโน ให้แก่สิ่งมีชีวิตแต่ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านั้นได้เอง
โปรตีนเป็นหนึ่งในมหโมเลกุล (macromolecules) เช่นเดียวกันกับโพลีแซคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) และกรดนิวคลีอิก (สารพันธุกรรม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โปรตีนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Jöns Jacob Berzelius ในปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)

         2.คาร์โบไฮเดรต คือ พวกแป้งและน้ำตาล พวกแป้งมีมากในข้าว หัวเผือก หัวมัน ข้าวโพด ส่วนพวกน้ำตาลมีมากในพวกอาหารที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เช่น อ้อย น้ำผึ้ง และผลไม้ที่มีรสหวานแทบทุกชนิด คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้กำลังและความอบอุ่นแก่ร่างกาย และควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก จึงมักไม่ขาดพวกคาร์โบไฮเดรต สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานไม่ควรบริโภค คาร์โบไฮเดรตมาก เพราะจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
          คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักซึ่งให้พลังงานเท่ากับ โปรตีน คือ 4 กิโลแคลลอรี่/1 กรัม ประกอบด้วย C คาร์บอน H ไฮโดรเจน และ O ออกซิเจน เป็นอัตรส่วน 1:2:1 คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็นน้ำตาล โมเลกุลเดี่ยวเเบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือกลูโคส ฟรัสโทส กาแลคโตส โมเลกุลคู่ โมเลกุลใหญ่ และไม่ใช่น้ำตาลคือ แป้ง

          3.วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
  • วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
  • วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
  • วิตามินเอ : Retinol
  • วิตามินบี1 : ThiaMine
  • วิตามินบี2 : Ribloflavin
  • วิตามินบี3 : Niacin
  • วิตามินบี5 : Pantothenic Acid
  • วิตามินบี6 : Pyridoxine
  • วิตามินบี12 : Cyanocobalamin
  • วิตามินซี : Ascorbic Acid
  • วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol
  • วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol
  • วิตามินเอช : Biotin
  • วิตามินเค : Naphthoquinone
  • วิตามินเอ็ม : Folic Acid
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
  • วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
  • วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
  • วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
  • วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
        4.เกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ เกลือแร่จึงเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ตัวอย่าง เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และทองแดง เป็นต้น

        5.ไขมัน สามารถหมายถึงไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยไขมันสามารถให้พลังงานได้มากถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัมซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน (ซึ่งให้พลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม)
  • ไขมัน (fat) ที่เป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่
  • ไขมัน (Adipose tissue) ส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่ประกอบจากเนื้อเยื่อภายในของร่างกายที่ไม่กระชับ

อาหารหลัก 5 หมู่

                  
                   " อาหารหลัก 5 หมู่ คุณหนูๆรู้ดีแค่ไหน"

           คุณหนูๆก็คงจะรู้จักประโยชน์ของอาหารกันมาบ้าง ว่าอาหารที่เรารับประทานกันเข้าไปนั้นมีผลอย่างไรต่อสุขภาพร่างกาย แต่หากมีใครที่หลงลืมกันไปแล้ว เรามี Good Tip “การรับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่” มาฝากคุณหนูๆกันค่ะ ;)






                       มักจะบอกเป็นสารอาหาร 5 ชนิด แทนการบอกชนิดของอาหาร ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญมากนัก แต่อยากจะให้คนไทยได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน อีกประการหนึ่ง อาจจะดูเป็นเรื่องตลกแต่สะท้อนใจให้เห็นอะไรบางอย่าง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนานมาแล้ว ที่หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งมีนักวิชาการไปสอนใช้ชาวบ้าน กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อธิบายอย่างยืดยาวแล้วบอกชาวบ้านว่า เดือนหน้าจะมาเพื่อติดตามดูว่า ชาวบ้านกินครบ 5 หมู่หรือไม่ พอครบหนึ่งเดือนนักวิชาการกลับมายังหมู่บ้านแห่งนั้น เริ่มด้วยการถามคุณยายคำ อายุ 70 ปี ว่ากินอาหารครบ 5 หมู่ไหม ยายคำตอบชัดถ้อยชัดคำว่าเพิ่งกินได้แค่ 5 หมู่เอง หมู่ที่ 5 ยังไม่ได้กิน นักวิชาการถามกลับไปว่าเพราะเหตุใด ยายคำตะโกนก้องว่าหมู่ 5 อยู่ไกลมากเดินไปกินไม่ไหวยายคำคิดว่านักวิชาการบอกให้กินเป็นรายหมู่บ้าน เรื่องนี้น่าจะเกิดการผิดพลาดแน่นอน หากนักวิชาการมีวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับชาวบ้าน




ประโยชน์ของอาหารหลัก 5 หมู่


          อาหารสร้างเสริมทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆที่บริโภคเข้าไปอาหาร เสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับสุขภาพดีให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆจะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข ก็จะมีความรุนแรงน้อยเนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชีวิตมีความสุข

เด็กไทย.......สุขภาพดี

อาหารหลัก 5 หมู่........คุณหนูๆรู้ดีแค่ไหน

งานฝีมือ

สัญญลักษณ์ในการถักนิตติ้ง(แบบ ตารางค่ะ)

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รู้รักษ์ประเพณี ๔ ภาค

วิถีไทย
     ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบทวีปเอเชีย  แม้จะเป็นดินแดนขวนทองผืนเล็ก แต่ความหลากหลายแห่งวัฒนธรรม ของชนชาวสยาม ทั้ง ๔ ภาคมิได้ทำให้ประเทศที่กำลัง พัฒนาอย่างไทยแลนด์ นี้ ดูน้อยนิดแต่ประการใด เพราะความที่ประชาชนหลายเผ่าพันธุ์ มากด้วย วัฒนธรรม ที่งดงาม มีคุณค่า โดยที่บรรพบุรุษผู้เป็นปราชญ์ ได้สอดแทรก ความหมาย ความสำคัญ และความดีงามไว้ในวัฒนธรรม ของแต่ละภาค ที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสามัคคีของคนในชุมชน หรือท้องถิ่น นั้นๆ  เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และน่าภูมิใจมากทีเดียว กับการใช้ประเพณีเป็นสิ่งที่เชื่อม ความรัก และความพร้อมเพรียง ให้เกิดขึ้นในหมู่ คณะ ดังพระบาลีภาษิต บทที่ว่า  "สุขา  สงฺฆสฺส สามคฺคี" ความว่า  ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ  นำสุขมาให้


       ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่
เข้าสู่สังคมรับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลายเข้ามาผสมผสาน
ในการดำเนินชีวิตประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการ
ดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อ
ประเพณีไทยมากที่สุด วัดวาอารามต่างๆในประเทศไทย
สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย
และชี้ให้เห็นว่าชาวไทยให้ความสำคัญในการบำรุง
พุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรม
ทางศาสนาตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น

           คำว่า ประเพณี ตามพจนานุกรมภาษาไทยฉบับ
บัณฑิตยสถาน ได้กำหนดความหมายประเพณีไว้ว่า
ขนบธรรมเนียมแบบแผน ซึ่งสามารถแยกคำต่างๆ
ออกได้เป็น
           ขนบ มีความหมายว่า ระเบียบแบบอย่าง
          ธรรมเนียม มีความหมายว่า ที่นิยมใช้กันมา และเมื่อ
นำมารวมกันแล้วก็มีความหมายว่า ความประพฤติที่คนส่วนใหญ่
ยึดถือเป็นแบบแผน และได้ทำการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนเป็นต้นแบบที่จะให้คนรุ่นต่อๆ
ไปได้ประพฤติปฏิบัติตามกันต่อไป              ประเพณีไทย นั้นเป็นประเพณีที่ได้อิทธิพลอย่างสูง
จากศาสนาพุทธแต่อิทธิพลจากศาสนาอื่นเช่น ศาสนาพราหมณ์
และการอพยพของชาวต่างชาติเช่นคนจีนก็มีอิทธิพล
ของประเพณีไทย


ภาคเหนือ(ถิ่นล้านนา)
  การนับเดือนของชาวล้านนานี้จะต่างจากการนับของถิ่นอื่น คือจะนับเร็วกว่าภาคอื่นๆ ๒ เดือน เช่น เดือน อ้าย (เดือน ๑) ในภาคอื่นๆ แต่ทางชาวเหนือ จะนับเป็น ๓ ที่รู้แน่ๆ คือประเพณียี่เป็ง ซึ่งยี่เป็ง นั้น แปลว่า วันเพ็ญเดือนสอง(เดือนยี่)  ดังนั้นเดือนที่๑ เดือนอ้ายซึ่งชุมชนคนเมือง(ล้านนา)เรียกว่าเดือนเกี๋ยง จึงตรงกับช่วงประมาณเดือน ตุลาคม (เดือน๑๑ แบบไทยๆ )  ช่วงเดือนเกี๋ยงจึงมีประเพณีมากมายเกิดขึ้น ในถิ่นล้านนา 

ประเพณีเดือนเกี๋ยงเหนือ ตรงกับเดือนตุลาคม ประกอบไปด้วย
-ประเพณีกินก๋วยสลาก  (ตานก๋วยสลาก)
-ประเพณีออกวสา มหาปวารณา
-ประเพณีตักบาตรเทโว
-ประเพณีคารวะครูบาอาจารย์
-ประเพณีถวายผ้าจำนำพรรษา
-ประเพณีทอดกฐิน
-ประเพณีทอดผ้าป่า
-ประเพณีไกวเที่ยน



ประเพณี ภาคกลาง
 เดือนอ้าย จะอยู่ในราวเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเกิดประเพณีต่างๆเกี่ยวกับการขอบคุณ ผืนแผ่นดินที่ให้ชีวิตแก่สรรพสัตว์ได้ดำรงชีพอยู่อย่างมีความสุข นอกจากข้าวจะเป็นอาหารหลักแล้ว อาชีพทำนาหรือปลูกข้าวยังถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่ถูกเรียกขานเป็นกระดูก สันหลังของชาติ ด้วยเหตุจึงเกิดมีพิธีกรรม 'การบูชาแม่โพสพ' และ 'การรับขวัญข้าว' ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่ชาวนาไทยถือปฏิบัติคู่กับการทำนามาตั้งแต่ครั้ง โบราณกาล ทั้งนี้ตามความเชื่อของคนไทยที่เชื่อว่าในนาข้าวจะมีแม่โพสพ เป็นผู้ดูแลคุ้มครองต้นข้าว การบูชาแม่โพสพจึงเพื่อขอให้ช่วยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ไม่มีแมลงมารบกวน ตลอดจนส่งผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี
ความผูกพันของคนไทยกับข้าวก่อให้เกิดประเพณีเกี่ยวกับข้าวทั่วไทยและมีขึ้นในหลายเดือน สำหรับประเพณีที่เด่นๆก็มี

ประเพณีเดือนอ้าย (ธ.ค.) เป็นเวลาเกี่ยวข้าวหลังจากข้าวตกรวง ในภาคกลางมีพิธีเฉวียน พระโคกินเลี้ยง ตรงกับเดือนสาม (ธ.ค.) ในภาคเหนือมีพิธีเอามือหรือลงแขก พิธีนวดข้าว พิธีสู่ขวัญ เอาข้าวขึ้นหลอง (ยุ้ง) ภาคอีสานตรงกับเดือนเจียง (ธ.ค.) มีพิธีทำลานตี (นวด) ข้าว ส่วนภาคใต้มีพิธีรวบข้าว ตั้งเครื่องพลีกรรมทำขวัญข้าวก่อนเก็บเกี่ยวข้าว


ประเพณีภาคอิสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ)

เดือนอ้าย (เดือนที่หนึ่ง)  ประเพณีบุญเข้ากรรม
บุญเข้ากรรม

เดือน อ้าย เป็นระยะอากาศหนาวชาวบ้านจะจัดสถานที่แล้วนิมนต์พระสงฆ์เข้ากรรม การเข้ากรรมของพระนั้นคือการเข้าอยู่ประพฤติวัตรโดยเคร่งครัดชั่วระยะหนึ่ง ในป่าหรือป่าช้า การอยู่กรรมเรียกตามบาลีว่า"ปริวาส" เพื่อชำระจิตใจที่มัวหมองปลดเปลืองอาบัติ สังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนักเป็นที่ 2 รองจากปาราชิก ฝ่ายชาวบ้านก็ได้ทำบุญในโอกาสนั้นด้วย
"เถิงเมื่อเดือนเจียงเข้ากลายมาแถมถ่าย ฝูงหมุ่สังฆเจ้าเตรียมเข้าอยู่กรรม"

ประเพณี ภาคใต้