วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รู้รักษ์ประเพณี ๔ ภาค

วิถีไทย
     ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบทวีปเอเชีย  แม้จะเป็นดินแดนขวนทองผืนเล็ก แต่ความหลากหลายแห่งวัฒนธรรม ของชนชาวสยาม ทั้ง ๔ ภาคมิได้ทำให้ประเทศที่กำลัง พัฒนาอย่างไทยแลนด์ นี้ ดูน้อยนิดแต่ประการใด เพราะความที่ประชาชนหลายเผ่าพันธุ์ มากด้วย วัฒนธรรม ที่งดงาม มีคุณค่า โดยที่บรรพบุรุษผู้เป็นปราชญ์ ได้สอดแทรก ความหมาย ความสำคัญ และความดีงามไว้ในวัฒนธรรม ของแต่ละภาค ที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสามัคคีของคนในชุมชน หรือท้องถิ่น นั้นๆ  เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และน่าภูมิใจมากทีเดียว กับการใช้ประเพณีเป็นสิ่งที่เชื่อม ความรัก และความพร้อมเพรียง ให้เกิดขึ้นในหมู่ คณะ ดังพระบาลีภาษิต บทที่ว่า  "สุขา  สงฺฆสฺส สามคฺคี" ความว่า  ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ  นำสุขมาให้


       ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่
เข้าสู่สังคมรับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลายเข้ามาผสมผสาน
ในการดำเนินชีวิตประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการ
ดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อ
ประเพณีไทยมากที่สุด วัดวาอารามต่างๆในประเทศไทย
สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย
และชี้ให้เห็นว่าชาวไทยให้ความสำคัญในการบำรุง
พุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรม
ทางศาสนาตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น

           คำว่า ประเพณี ตามพจนานุกรมภาษาไทยฉบับ
บัณฑิตยสถาน ได้กำหนดความหมายประเพณีไว้ว่า
ขนบธรรมเนียมแบบแผน ซึ่งสามารถแยกคำต่างๆ
ออกได้เป็น
           ขนบ มีความหมายว่า ระเบียบแบบอย่าง
          ธรรมเนียม มีความหมายว่า ที่นิยมใช้กันมา และเมื่อ
นำมารวมกันแล้วก็มีความหมายว่า ความประพฤติที่คนส่วนใหญ่
ยึดถือเป็นแบบแผน และได้ทำการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนเป็นต้นแบบที่จะให้คนรุ่นต่อๆ
ไปได้ประพฤติปฏิบัติตามกันต่อไป              ประเพณีไทย นั้นเป็นประเพณีที่ได้อิทธิพลอย่างสูง
จากศาสนาพุทธแต่อิทธิพลจากศาสนาอื่นเช่น ศาสนาพราหมณ์
และการอพยพของชาวต่างชาติเช่นคนจีนก็มีอิทธิพล
ของประเพณีไทย


ภาคเหนือ(ถิ่นล้านนา)
  การนับเดือนของชาวล้านนานี้จะต่างจากการนับของถิ่นอื่น คือจะนับเร็วกว่าภาคอื่นๆ ๒ เดือน เช่น เดือน อ้าย (เดือน ๑) ในภาคอื่นๆ แต่ทางชาวเหนือ จะนับเป็น ๓ ที่รู้แน่ๆ คือประเพณียี่เป็ง ซึ่งยี่เป็ง นั้น แปลว่า วันเพ็ญเดือนสอง(เดือนยี่)  ดังนั้นเดือนที่๑ เดือนอ้ายซึ่งชุมชนคนเมือง(ล้านนา)เรียกว่าเดือนเกี๋ยง จึงตรงกับช่วงประมาณเดือน ตุลาคม (เดือน๑๑ แบบไทยๆ )  ช่วงเดือนเกี๋ยงจึงมีประเพณีมากมายเกิดขึ้น ในถิ่นล้านนา 

ประเพณีเดือนเกี๋ยงเหนือ ตรงกับเดือนตุลาคม ประกอบไปด้วย
-ประเพณีกินก๋วยสลาก  (ตานก๋วยสลาก)
-ประเพณีออกวสา มหาปวารณา
-ประเพณีตักบาตรเทโว
-ประเพณีคารวะครูบาอาจารย์
-ประเพณีถวายผ้าจำนำพรรษา
-ประเพณีทอดกฐิน
-ประเพณีทอดผ้าป่า
-ประเพณีไกวเที่ยน



ประเพณี ภาคกลาง
 เดือนอ้าย จะอยู่ในราวเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเกิดประเพณีต่างๆเกี่ยวกับการขอบคุณ ผืนแผ่นดินที่ให้ชีวิตแก่สรรพสัตว์ได้ดำรงชีพอยู่อย่างมีความสุข นอกจากข้าวจะเป็นอาหารหลักแล้ว อาชีพทำนาหรือปลูกข้าวยังถือเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่ถูกเรียกขานเป็นกระดูก สันหลังของชาติ ด้วยเหตุจึงเกิดมีพิธีกรรม 'การบูชาแม่โพสพ' และ 'การรับขวัญข้าว' ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่ชาวนาไทยถือปฏิบัติคู่กับการทำนามาตั้งแต่ครั้ง โบราณกาล ทั้งนี้ตามความเชื่อของคนไทยที่เชื่อว่าในนาข้าวจะมีแม่โพสพ เป็นผู้ดูแลคุ้มครองต้นข้าว การบูชาแม่โพสพจึงเพื่อขอให้ช่วยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ไม่มีแมลงมารบกวน ตลอดจนส่งผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี
ความผูกพันของคนไทยกับข้าวก่อให้เกิดประเพณีเกี่ยวกับข้าวทั่วไทยและมีขึ้นในหลายเดือน สำหรับประเพณีที่เด่นๆก็มี

ประเพณีเดือนอ้าย (ธ.ค.) เป็นเวลาเกี่ยวข้าวหลังจากข้าวตกรวง ในภาคกลางมีพิธีเฉวียน พระโคกินเลี้ยง ตรงกับเดือนสาม (ธ.ค.) ในภาคเหนือมีพิธีเอามือหรือลงแขก พิธีนวดข้าว พิธีสู่ขวัญ เอาข้าวขึ้นหลอง (ยุ้ง) ภาคอีสานตรงกับเดือนเจียง (ธ.ค.) มีพิธีทำลานตี (นวด) ข้าว ส่วนภาคใต้มีพิธีรวบข้าว ตั้งเครื่องพลีกรรมทำขวัญข้าวก่อนเก็บเกี่ยวข้าว


ประเพณีภาคอิสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ)

เดือนอ้าย (เดือนที่หนึ่ง)  ประเพณีบุญเข้ากรรม
บุญเข้ากรรม

เดือน อ้าย เป็นระยะอากาศหนาวชาวบ้านจะจัดสถานที่แล้วนิมนต์พระสงฆ์เข้ากรรม การเข้ากรรมของพระนั้นคือการเข้าอยู่ประพฤติวัตรโดยเคร่งครัดชั่วระยะหนึ่ง ในป่าหรือป่าช้า การอยู่กรรมเรียกตามบาลีว่า"ปริวาส" เพื่อชำระจิตใจที่มัวหมองปลดเปลืองอาบัติ สังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนักเป็นที่ 2 รองจากปาราชิก ฝ่ายชาวบ้านก็ได้ทำบุญในโอกาสนั้นด้วย
"เถิงเมื่อเดือนเจียงเข้ากลายมาแถมถ่าย ฝูงหมุ่สังฆเจ้าเตรียมเข้าอยู่กรรม"

ประเพณี ภาคใต้ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น